skip to Main Content

Interview : ‘Digital Does’ กราฟฟิตี้อาร์ทติสต์

บทสัมภาษณ์ที่เราจะพาคุณไปรู้จักกับอีกหนึ่งกราฟฟิตี้อาร์ทติสต์ที่มีเเนวทางในการทำงานกราฟฟิตี้ที่โดดเด่นด้วยสไตล์เเละรูปแบบที่มีความเป็นเฉพาะตัวสูงอีกคนนึงของวงการ กับ ‘Digital Does’ กราฟฟิตี้อาร์ทติสต์สัญชาติเนเธอร์เเลนด์ ที่เขาจะมาบอกเล่าเรื่องราวการทำงานเเละความน่าสนใจในเเวดวงกราฟฟิตี้ที่เขาหลงรัก  

ชื่อของคุณ ‘Does’ มีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมมันถึงบ่งบอกความเป็นตัวคุณ ?

‘Does’ (ดาส) เป็นคำกริยาช่วย ที่ใช้เมื่อเอ่ยถึงกับบุคคลที่ 3 ตามหลักไวยกรณ์ในภาษาอังกฤษ ผมเริ่มต้นใช้ชื่อนี้ตอนเริ่มวาดรูป ตั้งแต่ปี 1996 ตอนนั้นผมอายุ 14 ปี และในปี 1997 ผมได้เริ่มสร้างผลงานที่ใช้สีสเปรย์เป็นครั้งแรก

โครงสร้างของตัวอักษรเป็นสิ่งที่คุณชอบ ช่วยเล่าถึงกระบวนการในการทำงานของคุณให้ฟังหน่อย ?

รูปแบบงานของผมส่วนใหญ่ยังคงเป็นตัวอักษร  ตัวอักษรเป็นสิ่งที่แตกแขนงได้ในหลายสาย เพราะมันใกล้เคียงกับบุคลิกของผม ผมใช้อักษรแบบเดิมมา 20 ปี และจะไม่มีวันทิ้งงานตัวอักษร สไตล์งานของผมคือการผสมผสานระหว่างความเรียบง่าย, ความตื่นเต้นและอิทธิพลของงานกราฟิกเข้าด้วยกัน ผมชอบเล่นกับเทคนิค, รูปทรง, สีสัน, ช่องว่าง และเอฟเฟกต์ต่างๆ ในการพัฒนาสไตล์งาน ผมพัฒนาตนเองอยู่ตลอดทุกสัปดาห์ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปในทางที่ดีขึ้น

คุณทำงานกราฟฟิตี้มามากกว่า 20 ปี ?

ใช่ครับ ผมทำงานแรกๆ ใน ปี 1997 และในปีที่แล้วผมก็เพิ่งเปิดตัวหนังสือ ‘First 20 Years’

อะไรเป็นจุดเปลี่ยนที่ส่งผลอย่างมากต่อความคิดสร้างสรรค์, สไตล์การทำงานของคุณ ตั้งแต่เริ่มสร้างผลงานจนถึงปัจจุบัน ?

จุดเปลี่ยนที่ส่งผลอย่างมาก ฟังดูแง่ลบ ซึ่งจริงๆ แล้วผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีและผมไม่ค่อยมีความเปลี่ยนที่ดูยิ่งใหญ่อะไรในสายอาชีพศิลปะ สไตล์การทำงานของผมค่อยๆ สะสมและพัฒนางานมาเรื่อยๆ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

ความสัมพันธ์ของคุณกับงานกราฟฟิตี้ มีที่มาที่ไปยังไง ?

ผมเติบโตใน Geleen ประเทศเนเธอร์แลนด์ ผมจับกระป๋องสเปรย์ครั้งแรกตอนอายุ 14 ปี พ่นงานด้วยสีโครมและพ่นสีดำ ลงบนตึกการไฟฟ้าภายในสวนสาธารณะแถวบ้าน แม้ว่าผมจะรู้สึกว่างานมันออกมาดูแย่มาก แต่ความรู้สึกความตื่นเต้นของการได้ทำอะไรผิดกฎหมายในช่วงกลางวัน บวกกับความเป็นวัยรุ่น และก็รอดพ้นจากการถูกจับ ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่มีวันลืมเลย

คุณยังคิดถึงการสร้างสรรค์งานในที่ผิดกฎหมายอยู่บ้างมั้ย

ก็มีเป็นบางครั้งที่ยังออกไปทำแบบนั้นอยู่ แต่ความรู้สึกมันแตกต่างไปจากสมัยก่อนมาก

อย่างในปัจจุบันนี้ คุณคิดว่าการทำงานของคุณมันเป็นการผสมผสานกันระหว่างงานกราฟฟิตี้และงานวิจิตรศิลป์ หรือไม่ ?

ผมไม่อยากจะตีกรอบสไตล์ผลงานของตัวเอง ผมพยายามที่จะใช้ผลงานของผมในการเข้าถึงผู้คน โดยไม่จำเป็นต้องระบุว่ามันจะเป็นยังไง สไตล์อะไร

กลุ่มกราฟฟิตี้ของคุณอย่าง ‘Loveletters’ มีที่มาที่ไปยังไงบ้าง ?

ผมกับ ‘Nash’ ตั้งกลุ่ม Loveletters มาในปี 2006 และค่อยๆ เชิญศิลปินคนอื่นๆ มาเข้าร่วม ตอนนี้ ในกลุ่มของเรามีศิลปินทั้งหมด 12 คน จากหลายๆ ประเทศในยุโรป

อะไรคืออิทธิพลหลักที่ส่งผลต่อสไตล์งานและการฝึกฝนของคุณ ?

สไตล์ของผมพัฒนามาเรื่อยๆ ในช่วง 20 ปี รูปทรงของตัวอักษรที่เป็นในเชิงนามธรรม แต่คนที่เห็นงานสไตล์ตัวอักษรมาเยอะจะจำได้ทันที ผมมักจะได้รับแรงบัลดาลใจจากหลายๆ ปัจจัยที่ดึงดูดผมเข้าสู่โลกของกราฟฟิตี้ เช่น กำแพงดิบๆ, ตึกร้าง, ทางรถไฟในเวลากลางคืน, การไม่เปิดเผยตัวตน ซึ่งผมสนใจเรื่องพวกนี้ค่อนข้างมาก    

ช่วยเล่ากิจวัตรประจำวันของคุณให้เราฟังหน่อย ?

7.00 / ตื่นนอน

7.20 / ทำอาหารเช้าให้คนในบ้าน

8.00 / ส่งลูกๆ ไปโรงเรียน ด้วยจักรยาน

8.30 / เริ่มทำงานในสตูดิโอ

18.00 / รับลูกๆ กลับจากที่รับเลี้ยงเด็กหรือจากฝากคนในครอบครัวไว้

18.15 / ทำอาหาร

19.30 / พาลูกเข้านอน

20.30 / ทำงานต่อในสตูดิโอ

24.00 / นอนพักผ่อน

คุณเป็นหนึ่งในศิลปิน writer ระดับอินเตอร์ ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่งในออสเตรเลีย คุณมีวิธีและการทำงานยังไงที่ทำให้คุณโดดเด่นอยู่ในวงการกราฟฟิตี้ของออสเตรเลีย ?

ผมเคยอยู่ออสเตรเลียช่วงหนึ่ง ผมได้รู้จักกับศิลปินชาวออสซี่มากมายและผมก็ได้อยู่ในครอบครัว Ironlak มาตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันช่วยให้ผมเป็นที่รู้จักมากขึ้น

คุณเคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก่อนด้วย ช่วยเล่าที่มาที่ไปให้เราได้ฟังหน่อย ?

ผมเลิกอาชีพฟุตบอลด้วยเหตุสุดวิสัย ผมทุ่มเทชีวิตให้กับฟุตบอล มันเลยเป็นการตัดสินใจที่ยากมากและเจ็บปวด แต่ในขณะเดียวกันผมรู้สึกโล่งอก ผมมีอาการบาดเจ็บและได้รับการผ่าตัด ทำให้ผมไม่สามารถกลับไปเล่นได้ดีเหมือนเดิม มันทำให้ผมหงุดหงิดมาก ตอนที่ผมตัดสินใจเลิกนั้น ผมได้รับการผ่าตัดหัวเข่าขวาไป 5 ครั้ง จนข้างในแทบจะไม่เหลือกระดูกอ่อนอยู่แล้ว ทำให้ผมต้องเลิกอาชีพนักฟุตบอล หลังจากนั้นผมเลยมีเวลาว่างที่จะท่องเที่ยงและจดจ่อกับอีกสิ่งที่ผมทำแบบลับๆ อยู่นานหลายครั้งผมก็มีความคิดผุดขึ้นมาในใจถึงการเป็นนักฟุตบอล แต่ภาพที่เด่นชัดที่สุดคือช่วงที่ผมเป็นนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ในอาชีพนักกีฬาการได้รับเลือกเข้าทีมชาติถือเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิต ผมเล่นให้ทีมชาติตั้งแต่อายุ 14 ถึง 19 จนได้รับเลือกให้ย้ายเข้าอีกทีม แต่ผมไม่สามารถเล่นต่อได้อีกเพราะเอ็นเข่าขวาฉีกขาด หลายปีที่ผมเป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติ ผมได้ไปแข่งกับนักเตะที่ตอนนี้ได้เป็นระดับท้อปกันหมดไม่ว่าจะเป็น Van Der Vaart, Van Persie, Robben, Huntelaar, Heitinga การแข่งขันนัดสำคัญที่ผมประทับใจ ที่เล่นให้ทีมชาติเยาวชนตอนนั้น คือ นัดที่สนามเวมบลีย์ ในลอนดอน พวกเราชนะทีมชาติอังกฤษ 1 ต่อ 2 และอีกความทรงจำที่จำได้ดีคือนัดที่เจอกับทีมเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม ตั๋วขายหมดเกลี้ยง ทีมที่ผมเล่นให้ตอนนั้นคือทีม Fortuna Sittard เราได้รับชัยชนะ ทำให้กองเชียร์ฝ่ายตรงข้ามคลุ้มคลั่ง พวกเราต้องเดินเข้าอุโมงค์ที่เชื่อมจากสนามแข่งไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคุ้มกันพวกเราจากกองเชียร์ของทีมเฟเยนูร์ด ที่ไม่พอใจผลการแข่งขัน

คุณมีศิลปินที่คุณชื่นชอบบ้างมั้ย ?

ผมชอบศิลปินที่กระตือรือร้นในการทำงานและพยายามที่จะพัฒนาสไตล์การทำงานและความสามารถอยู่ตลอด แรงบันดาลใจสำคัญในช่วงเริ่มต้นของผมคือ ‘Dare’ ผมกับเขาเคยพ่นงานด้วยกันหลายครั้ง เขาเป็นคนที่ผมคุยเรื่องงานบนแคนวาสและเรื่องอื่นๆ ด้วยเยอะมาก และมันก็เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นการทำงานกราฟฟิตี้บนผืนผ้าใบ ‘Dare’ เป็นแฟนฟุตบอล เขาเป็นคนดีมากๆ และก็เป็นศิลปินที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน ผมได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินมากมายหลายคน แต่ ‘Dare’ เป็นหนึ่งในคนที่โปรดปราน ผมซื้อแคนวาสจากเขาตอนช่วงปี 2007 แล้วเขาก็เสียชีวิตเมื่อปี 2010 ผมค่อนข้างช็อก เป็นหนึ่งในความทรงจำที่ผมนึกถึงได้อยู่ตลอด ผมกับเขาเอาลูกฟุตบอลไปเล่นแถวรางรถไฟด้วย มี ‘Sirum’ กราฟฟิตี้ไรท์เตอร์จากออสเตรเลีย และ ‘Rusl’ กราฟฟิตี้ไรท์เตอร์จากเยอรมัน มาพ่นและร่วมเล่นฟุตบอลไปด้วยกัน

มีศิลปินกราฟฟิตี้มากมาย ล้วนทิ้งผลงานที่มีเอกลักษณ์และนัยสำคัญต่างๆ ไว้บนโลกใบนี้ สำหรับคุณร่องรอยที่คุณต้องการทิ้งไว้ให้กับโลกนี้คืออะไร ?

สิ่งที่ผลักดันผมคือความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทิ้งบางสิ่งบางอย่างไว้ข้างหลัง

คำแนะนำที่คุณอยากมอบให้สำหรับคนที่อยากจะมีอาชีพในสายงานกราฟฟิตี้หรืองานศิลปะแบบคุณ ?

ไม่ว่ายังไง ถ้าคุณสร้างสรรค์ผลงานอย่างสม่ำเสมอ คุณก็ได้พัฒนาตนเอง สิ่งหนึ่งที่ผมจะบอกกับคนอายุน้อยๆ ที่ทำงาน แม้ว่ามันจะฟังดูเชยๆ แต่ให้เข้าใจว่าทุกอย่างไม่สามารถเกิดขึ้นได้วันเดียว มันต้องใช้เวลาในการทำให้ดีขึ้น และทางเดียวที่จะทำให้ดีขึ้นได้คือการใส่ใจกับมัน และทำให้สิ่งที่ตัวเองรักนั้นไปให้ถึงที่สุด

คำเจ๋งๆ ที่คุณอยากบอก ?

มนุษย์คือผู้สร้าง

#English 

Where did the name ‘DOES’ come from and why did it come to represent you ?

Does originates from the third person singular of the verb “to do”. I first used this name when I started sketching in  1996; I was fourteen years old at that time.  In 1997 I did my first piece with spraycans.

Letter structure is something you’re wildly praised for and your style is so definitive to you. Talk to us about your letters, and how you would describe your style ?

The basis for my work is still the letterform. From that basis I can go in many directions. “I would never step away from letters. They are so close to my personality. I’ve used the same letters for 20 years now, I don’t want to throw it away.” My style is a combination of a basic style and a wild style with some graphic influences. I like to play with forms, technics, colours, spaces and effects.I am still trying to develop my style. I want to get better every week and for me getting better means changing.

Is it correct that you’ve been a writer for more than 20 years ?

Yes, I did my first piece in 1997. Last year we published a book ‘First 20 Years’.

What’s been the most dramatic change your creative style has taken from the beginning to now ?

Dramatic sounds very negative. I am a positive thinker and I don’t really had big changes in my artistic career. My style developed very gradually over the last 20 years.

Where did your relationship with graffiti begin ?

Growing up in Geleen, the Netherlands, I first picked up a spray can at age 14, painting a chrome and black throw-up on an electricity building at a local park. Although I felt that his effort was “a bit shitty”, the sense of excitement that came with being young, doing something “not legal” and getting away with it in broad daylight created a feeling that I have never forgotten.

Do you miss the more illegal aspects of the early days ? 

Sometimes I still go out. But the feeling is different than back in the days.

These days, do you think your work falls more under the umbrella of graffiti or fine art ? And is that something that matters ?

I don’t want to put my style in a specific box. I try to reach people with my work and don’t really which label they want to put on it.

Tell us about your crew LoveLetters ?

I started LoveLetters in 2006 with Nash and we slowly invited artists to join the crew. Nowadays the crew has 12 artist from different countries in Europe.

 What’re some major influences to your style and practice? 

My style slowly developed over the last 20 years. The letter forms that arise tend to be abstract, but to the trained eye the letterform can still be recognised. I have always been inspired by a diversity of elements that, in the first instance, have drawn me to the world of graffiti; like raw walls, desolate buildings, moonlit train tracks, the anonymity and the suspense going with these elements.

How does the average day as DOES play out ?

7.00 Wake up

7.20 Making breakfast for my homies

8.00 Bringing the kids to school by bike

8.30 Getting started in my studio

18.00 Taking the kids from daycare or family

18.15 Cooking

19.30 Bringing kids to bed.

20.30 Back to studio

24.00 Bedtime

You’re easily one of the most well known international writers recognised in Australia. How did you break through so strongly into the Australian graffiti scene? 

I used to live in Australia for a while; I met many Australian artists and I am part of the Ironlak family since 2008. This all helped to get recognitio

Then you were a professional football player, how did that go ? Why did you stop and what is your best memory ?

I was forced to give up my soccer career. I dedicated a big part of my life to soccer, so it was a very difficult and painful decision to make. At the same time, it was a relief as I had had many injuries an surgeries which prevented me from getting back to my old level and that frustrated me. By the time I had to call it quits, I had had five surgeries on my right knee and there was hardly any cartilage left. After I was forced to give up my soccer career I had much more time to travel and focus on what I had secretly been doing for a long time. There are several highlights that come to mind. I think the ones that stand out most are the ones related to my time in the Netherlands national youth soccer team. As a young soccer player, being selected for the national youth team is one of the highest achievable goals. I played in these teams from the age of 14 until 19 and when I was selected again to move on to the next age group, I couldn’t play as I had just torn my cruciate ligament. During my years with the national youth team, I went on tournaments with several of the players that now come out for the Netherlands national soccer team, such as Van der Vaart, van Persie, Robben, Huntelaar, Heitinga. One of the more impressive games I played with the Netherlands national youth soccer team was at Wembley Stadium in London. We beat the England national youth soccer team with 1-2. Another memorable game was a game against Feyenoord Rotterdam in de Kuip. The game was completely sold out, the team I played for – Fortuna Sittard – won and the crowd went nuts. When we entered the players tunnel that runs from the field to the changing rooms, security guards had to shield us from Feyenoord fans who obviously weren’t very happy.

Who’re your favourite writers and why ?

I like artist who are active and trying to develop their style and skills. A big inspiration in the beginning, for me, was Dare. We painted several times together. He was the guy I spoke to a lot about doing canvases and stuff, and it was also the first time that I saw graffiti painted with acrylics on canvas. He was a big football fan, as well as a great person and also a great artist. I think he inspired a lot of artists from my generation. He’s still one of my favourites. I bought a canvas from him around 2007, and he passed away in 2010. That was a bit of a shock. One memory was when we took a football onto the Basel line, with Sirum from Australia, and Rusl from Germany. We played a little football on the tracks while we were painting.

To a lot of artists, particularly those originating from a graffiti background, leaving a mark on the world is something that’s inherently important. What exactly is it that your ‘marks’ on the world are saying ?

What drives me is the desire to leave something behind.

What advice would you give creatives aspiring to have a creative path like yours ?

As long as you keep on creating, you will develop yourself. It’s always something I say to younger kids who are making stuff. Maybe it sounds cliché, but it’s not gonna happen in one day. It takes time to get better, and the only way you get better is to work on it and follow your passion.

Famous last words ?

He who does creates

 

///////////////

 

‘Digital Does’ Mural Walls In Phuket Thailand (2017)

 

 

/////////////

 

credit photo / info : Digital Does

Follow

facebook / Does 

instragram / @digitaldoes

website / www.digitaldoes.com

link book ‘First 20 Years’ / https://bit.ly/39S1tkD 

 

 

 

 

 

 

Back To Top
  • Sign up
Lost your password? Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.